ประวัติความเป็นมาของไฟฟ้า

ในสมัยแรก ๆ มนุษย์รู้ว่า ไฟฟ้าเกิดจากปรากฏการณ์ ทางธรรมชาติ เช่น ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง และฟ้าผ่านับเป็นเวลานาน   ที่มนุษย์ไม่สามารถให้คำอธิบายความเป็นไปที่แท้จริงของไฟฟ้าที่ดูเหมือนว่าวิ่งลงมาจากฟ้า และมีอำนาจในการทำลายได้ จนกระทั่งมนุษย์สามารถประดิษฐ์สายล่อฟ้าไว้ป้องกันฟ้าผ่าได้  
         ในเวลาต่อมา  2500 ปี ก่อนคริสต์ศักราช ชนพวกติวตัน ที่อาศัยอยู่แถบฝั่งแซมแลนด์ของทะเลบอลติก ในประเทศ รัสเซียตะวันออก ได้พบหินสีเหลืองชนิดหนึ่ง   ซึ่งเมื่อถูกแสงอาทิตย์ก็จะมีประกายคล้ายทองคุณสมบัติพิเศษของมันคือเมื่อโยนลงในกองไฟมันจะสุกสว่างและติดไฟได้เรียกกันว่า อำพัน  ซึ่งเกิดจากการทับถมของยางไม้เป็นเวลานาน ๆ      อำพันถูกนำมาเป็นเครื่องประดับและหวี  เมื่อนำแท่งอำพันมาถูด้วยขนสัตว์ จะเกิดประกายไฟขึ้นได้ และเมื่อหวีผมด้วยหวีที่ทำจากอำพันก็จะมีเสียงดังอย่างลึกลับ และหวีจะดูดเส้นผม เหมือนว่าภายในอำพันมีแรงลึกลับอย่างหนึ่งซ่อนอยู่
เมื่อก่อนคริสต์ศักราช  600  ปี ทาลีส (Thales) นักวิทยาศาสตร์ชาวกรีกได้ค้นพบไฟฟ้าขึ้น    กล่าวคือ เมื่อเขาได้นำเอาแท่งอำพันถูกับผ้าขนสัตว์ แท่งอำพันจะมีอำนาจดูดสิ่งของต่าง ๆ  ที่เบาได้ เช่น  เส้นผม  เศษกระดาษ เศษผง เป็นต้น  เขาจึงให้ชื่ออำนาจนี้ว่า ไฟฟ้า หรือ อิเล็กตรอน (Electron) ซึ่งมาจากภาษา กรีกว่า อีเล็กตร้า(Elektra)       
ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2143 (ค.ศ. 1600 ) นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ชื่อ ดร.วิลเลี่ยม กิลเบิร์ต (William Gilbert) ได้ทำการทดลอง อย่างเดียวกันโดยนำเอาแท่งแก้วและแท่งยางสนมาถูกับผ้าแพรหรือ   ผ้าขนสัตว์  แล้วนำมาทดลองดูดของเบา ๆจะได้ผลเช่นเดียวกับ  ทาลีส กิลเบิร์ต  จึงให้ชื่อไฟฟ้าที่เกิดขึ้นนี้ว่าอิเล็กตริกซิตี้  (Electricity) 
ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2280 (ค.ศ. 1747)  เบนจามิน แฟรงคลิน(Benjamin  Franklin)  นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันได้ค้นพบไฟฟ้า ในอากาศขึ้น โดยการทดลองนำว่าวซึ่งมีกุญแจผูกติดอยู่กับสายป่านขึ้นในอากาศขณะที่เกิดพายุฝน เขาพบว่าเมื่อเอามือไปใกล้กุญแจ       ก็ปรากฏประกายไฟฟ้ามายังมือของเขา  จากการทดลองนี้ทำให้       เขาค้นพบเกี่ยวกับปรากฏการณ์ ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง และฟ้าผ่า ซึ่งเกิดจากประจุไฟฟ้าในอากาศ นับตั้งแต่นั้นมาแฟรงคลินก็สามารถประดิษฐ์สายล่อฟ้าได้เป็นคนแรก  โดยเอาโลหะต่อไว้กับยอดหอคอยที่สูง ๆ แล้วต่อสายลวดลงมายังดิน  ซึ่งเป็นการป้องกันฟ้าผ่าได้   กล่าวคือไฟฟ้าจากอากาศจะไหลเข้าสู่โลหะที่ต่ออยู่กับยอดหอคอยแล้วไหลลงมาตามสายลวดที่ต่อเอาไว้ลงสู่ดินหมดโดยไม่เป็นอันตรายต่อคน หรืออาคารบ้านเรือน
ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2333 (ค.ศ. 1790) วอลตา (Volta) นักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาเลียนได้ค้นพบไฟฟ้าที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมี โดยนำเอาวัตถุต่างกันสองชนิด เช่น ทองแดงกับสังกะสีจุ่มในน้ำยาเคมี  เช่น  กรดกำมะถัน  หรือกรดซัลฟิวริก  โลหะสองชนิดจะทำปฏิกิริยาทางเคมีกับน้ำยาเคมี        ทำให้เกิดไฟฟ้าขึ้นได้  เรียกการทดลองนี้ว่า วอลเทอิก เซลล์ (Voltaic Cell)  ซึ่งต่อมาภายหลังวิวัฒนาการมาเป็น  เซลล์แห้ง หรือถ่านไฟฉายและเซลล์เปียกหรือแบตเตอรี่

ภาพซ้าย มอลต้า ภาพขวา ไมเคิล ฟาราเดย์

พ.ศ. 2374 (ค.ศ. 1831) นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษชื่อ ไมเคิลฟาราเดย์ (Michael Faraday) ได้ค้นพบไฟฟ้าที่เกิดจากอำนาจแม่เหล็กโดยนำขดลวดเคลื่อนที่ตัดผ่านสนามแม่เหล็ก  ทำให้เกิดแรงดันไฟฟ้าเหนี่ยวนำขึ้นในขดลวด   ซึ่งต่อมาภายหลังได้ถูกนำมาประดิษฐ์เป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขึ้น    
พ.ศ. 2420 – 2430   (ค.ศ.1877-1887)   นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน ชื่อ โทมัส อัลวา เอดิสัน (Thomas A. Edison) ได้ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า  สำเร็จเป็นคนแรกและยังได้ประดิษฐ์อุปกรณ์ไฟฟ้าอื่น ๆ อีกหลายอย่าง เช่น เครื่องฉายภาพยนตร์  หีบเสียง เครื่องอัดสำเนา  เป็นต้น จนได้รับฉายาว่าเป็น พ่อมดในวงการอุตสาหกรรม  นอกจากนี้ยังมีนักวิทยาศาสตร์อีกหลายท่าน  เช่น  อะเล็กซาน เดอร์  เกรแฮมเบลล์    (Alexander Graham Bell)  ผู้ประดิษฐ์โทรศัพท์ และ มาร์โคนี   (Marconi)   นักวิทยาศาสตร์ ชาวอิตาเลียนเป็นผู้ค้นพบการส่งสัญญาณวิทยุ   เป็นต้น

โทมัส อัลวา เอดิสัน